This is default featured slide 1 title

This is default featured slide 1 title

You can completely customize the featured slides from the theme theme options page. You can also easily hide the slider from certain part of your site like: categories, tags, archives etc. More »

This is default featured slide 2 title

This is default featured slide 2 title

You can completely customize the featured slides from the theme theme options page. You can also easily hide the slider from certain part of your site like: categories, tags, archives etc. More »

This is default featured slide 3 title

This is default featured slide 3 title

You can completely customize the featured slides from the theme theme options page. You can also easily hide the slider from certain part of your site like: categories, tags, archives etc. More »

This is default featured slide 4 title

This is default featured slide 4 title

You can completely customize the featured slides from the theme theme options page. You can also easily hide the slider from certain part of your site like: categories, tags, archives etc. More »

This is default featured slide 5 title

This is default featured slide 5 title

You can completely customize the featured slides from the theme theme options page. You can also easily hide the slider from certain part of your site like: categories, tags, archives etc. More »

 

อิเล็กตรอน และโครงสร้างอะตอม

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 อิเล็กตรอน และโครงสร้างอะตอม

ฟิสิกส์อะตอม
 หน่วยที่ 1 

 1. อิเล็กตรอน และโครงสร้างอะตอม
           วิวัฒนาการของการศึกษาและค้นพบเกี่ยวกับองค์ประกอบย่อยของวัตถุทุกชนิด
หรือโครงสร้างของอะตอมมีมาตั้งแต่สมัยยุคกรีกโบราณจนถึงยุคปัจจุบัน มีมาดังนี้
1.1. สมัยของDemocritus (ดี
โมคีตุส หรือดีโมคีตัส) ได้ตั้งทฤษฎีอะตอมไว้ดังนี้
                   – อะตอมเป็นสิ่งที่เล็กที่สุดที่ไม่สามารถแบ่งแยกได้อีก อะตอมของธาตุทุกชนิด
จะเหมือนกันหมด (แต่ที่เป็นธาตุต่างชนิดกัน เนื่องจากโครงสร้างของการจับตัวของ
อะตอมแตกต่างกัน) 
                   – ภายในระหว่างอะตอมจะมีที่ว่างดังนั้นอะตอมจึงเคลื่อนที่ระหว่างที่ว่างนั้นได้

                                       
รูปที่1.1 ดิโมคิตุส
(http://images.google.co.th)
     1.2. สมัยของAristotle (อริสโตเติล)  
                   – เป็นผู้คัดค้านทฤษฎีอะตอม จึงไม่มีคำว่าอะตอม” อะตอม

สามารถแบ่งแยกได้เรื่อยๆโดยไม่มีสิ้นสุด ธาตุต่างๆในโลกที่แท้จริง 
ประกอบด้วย 4 อย่าง คือ ดิน น้ำ  ลม และไฟ ซึ่งเป็นตามหลักของ
วิชาตรรกวิทยา(Logic)
                    – ไม่มีที่ว่างระหว่างอะตอม

                                       
รูปที่ 1.2 อริสโตเติล
(http://images.google.co.th)

     จนกระทั่งเวลาผ่านไปหลายร้อยปี กระบวนการค้นคว้าและทดสอบเพื่อหา
ข้อเท็จจริงเป็นระบบมากขึ้น การศึกษาเรื่องของอะตอมก็ยังเป็นที่สนใจของ
นักวิทยาศาสตร์โดยมีการตั้งทฤษฎีต่างๆขึ้นมาอธิบายลักษณะของอะตอมมากมาย
ซึ่งต่อมาภายหลังมีการค้นพบหลักฐานใหม่จากการทดลอง ทำให้ทฤษฎีเก่าๆ
ถูกยกเลิกไป ต่อเนื่องกันมาเป็นวิวัฒนาการของทฤษฎีอะตอม
1.3 สมัยของจอห์น ดอลตัน
                  – อะตอมเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดที่ไม่สามารถแบ่งแยกได้อีก
                   – มีช่องว่างระหว่างอะตอม
                   – อะตอมของธาตุชนิดเดียวกันจะมีลักษณะเหมือนกัน 
                     อะตอมของธาตุต่างชนิดจะไม่เหมือนกัน
                   – อะตอมมารวมตัวกันด้วยอัตราส่วนที่แน่นอนและคงที่ 
                     เรียกว่า โมเลกุล
                   – อะตอมของธาตุเมื่อทำปฏิกิริยากัน ทำให้เกิดธาตุใหม่ 

                      แต่มีมวลอะตอมเท่าเดิม
(มวลของธาตุก่อนทำปฏิกิริยา = มวลของธาตุหลังทำปฏิกิริยา)
                   – อะตอมของธาตุแต่ละชนิดมีมวลไม่เท่ากัน       

                                            
รูปที่ 1.3 จอห์น ดอลตัน
(http://images.google.co.th)
  ทฤษฎีอะตอมของจอห์น ดอลตัน กล่าวว่า”อะตอมเป็นทรงกลม
ไม่สามารถแบ่งแยกได้ด้วยวิธีการทางเคมีใดๆ” ซึ่งต่อมาถูกล้มเลิกเนื่องจากทอมสัน
มีหลักฐานยืนยันว่า อะตอมสามารถแบ่งแยกได้อีก

2. โครงสร้างของอะตอม ประกอบขึ้นด้วยอนุภาคมูลฐานหลายชนิด เช่น 
electron  proton neutron meson แต่ที่มีอนุภาคที่สำคัญที่มักพบบ่อยๆ อยู่
3 ชนิด คือ
  2.1 อิเล็กตรอน
                     – ซึ่งมีประจุไฟฟ้าเป็นลบ เคลื่อนที่อยู่รอบๆนิวเคลียส
เป็นชั้น [shell หรือ Orbit]
  2.2 โปรตอน
 
                     – มีประจุไฟฟ้าเป็นบวกอยู่ภายในนิวเคลียส จำนวนโปรตอนทั้งหมด

ใน 1 อะตอม เรียกว่า Atomic number(Atomic number (Z) คือจำนวนโปรตอน
หรือเรียกว่า เลขอะตอม)
 2.3 นิวตรอน  
                       -ไม่มีประจุไฟฟ้าหรือมีประจุไฟฟ้าเป็นศูนย์ หรือเป็นกลางทางไฟฟ้า

ทั้งโปรตอน และนิวตรอน อยู่ภายในนิวเคลียส Atomic mass
(Atomic mass (A) คือ จำนวนโปรตอนและนิวตรอนหรือเรียกว่า เลขมวล)
หมายเหตุ อะตอม (atom) มาจากภาษากรีกที่ว่า atomos แปลว่า “ไม่สามารถแบ่งแยกได้อีก

คุณสมบัติของสารแม่เหล็ก

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 คุณสมบัติของสารแม่เหล็ก                

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1
                           คุณสมบัติของสารเหล็ก

แม่เหล็ก-ไฟฟ้า

1.แม่เหล็ก(Magnetic) คือ สารที่มีโมเลกุลเรียงตัวเป็นระเบียบสามารถส่งแรงดูดและผลักกับ
สารที่เป็นแม่เหล็กด้วยกัน โดยการเหนี่ยวนำ โดยปกติแม่เหล็กจะมี 2 ขั้ว คือ ขั้วเหนือ และขั้วใต้

          1.1 ถ้านำแม่เหล็กไปวางบนกองตะไบเหล็ก แล้วยกขึ้นจะเห็นได้ว่

1) ส่วนด้านปลายของขั้วจะมีผงตะไบเหล็กอยู่มาก  เรียกว่า ขั้วแม่เหล็ก

2) ส่วนตรงกลางของขั้วแม่เหล็กจะมีผงตะไบเหล็กอยู่น้อย
1.2 ถ้านำแท่งแม่เหล็กมาแขวนด้วยเส้นเชือกตรงกลางอย่างอิสระ ปรากฏว่า แท่งแม่เหล็ก
จะชี้ในแนวเหนือ-ใต้ เสมอ โดยขั้วเหนือของแม่เหล็กจะชี้ไปทิศทางทิศเหนือ  และขั้วใต้
ของแม่เหล็กจะชี้ไปทิศทางทิศใต้เสมอ  ดังนั้น แม่เหล็ก (Magnet) ได้ชื่อว่าเป็นหินนำทาง ดังรูป
001
002

1.3. เมื่อตัดแท่งแม่เหล็กออกเป็นหลายๆท่อน

               003

1.3.1 แรงที่เกิดในสนามแม่เหล็กจะมีอยู่ 2 แรงคือ

1) แรงจากขั้วเหนือ มีทิศทางออกจากขั้วเหนือ

2) แรงจากขั้วใต้ มีทิศทางเข้าขั้วใต้

1.3.2 หลังจากตัดแบ่งแท่งแม่เหล็ก

1) เมื่อตัดแยกกันแล้วทั้งสองชิ้นจะดูดกัน

2) จะแยกกี่ชิ้นก็ตามแม่เหล็กที่ได้หลังตัดจะมีขั้วเหมือนของอันเดิม

1.4 แรงกระทำระหว่างขั้วแม่เหล็ก “ขั้วเหมือนกันจะผลักกัน ขั้วต่างกันจะดูด”

1) ขั้วต่างกันจะดูดกัน คือ N และ S จะดูดกัน
2) ขั้นที่เหมือนกันจะผลักกัน คือ N และ N หรือ S และ S

  1. แม่เหล็ก แบ่งออกเป็น 2 ชนิด  คือ

2.1 แม่เหล็กธรรมชาติ  มีส่วนผสมส่วนใหญ่เป็นออกไซด์ของเหล็ก (Fe3O4) ที่เรียกว่า Magnetite
ซึ่งเป็นสินแร่แม่เหล็กที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

2.2 แม่เหล็กประดิษฐ์ เป็นแม่เหล็กที่สร้างด้วยวิธีต่างๆทางวิทยาศาสตร์  เช่น แม่เหล็กรูปเกือกม้า
แม่เหล็กวงแหวน  เข็มทิศ  แม่เหล็กประดิษฐ์ มี  2 ชนิด  คือ แม่เหล็กถาวร และแม่เหล็กชั่วคราว

  1. การแบ่งสารตามคุณสมบัติทางแม่เหล็ก สารแทบทุกชนิดมีผลต่อสนามแม่เหล็กทั้งสิ้น คือ
    เมื่อนำสารต่างๆไปวางไว้ใกล้ขั้วแม่เหล็กหรือบริเวณสนามแม่เหล็ก จะเกิดปฏิกิริยาเป็น 3 ประเภท คือ

3.1 Ferromagnetic Substances (สารแม่เหล็ก) คือ สารที่เกิดการดึงดูดอย่างแรงกับขั้วแม่เหล็ก เช่น
เหล็ก  นิเกิล  โคบอลต์  เป็นต้น

3.2 Paramagnetic Substances คือ สารที่ดึงดูดกับขั้วแม่เหล็กอย่างอ่อนๆ เช่น แมงกานิส
อะลูมิเนียม แพล็ตตินั่ม ออกซิเจน เป็นต้น

3.3 Diamagnetic Substances คือ สารที่เกิดแรงผลักอ่อนๆกับขั้วแม่เหล็ก เช่น บิสมัธ
ฟอสฟอรัส  สังกะสี  ตะกั่ว ดีบุก ทองแดง  เงิน เป็นต้น

พลังงาน

พลังงาน เป็นอำนาจอย่างหนึ่งที่สามารถทำงานได้ 
สิ่งต่างๆในโลกเรานี้มี 2 อย่าง คือ สสาร และพลังงาน 
คลื่น เกิดจากการถ่ายทอดพลังงานจากที่จุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่ง โดยตัวกลางเป็นผู้ถ่ายทอดไป
images          
images-1

ที่มา  https://www.google.co.th/search

Translate »